ผู้ชายที่หลงรักตัวเลข

posted on 13 Dec 2009 22:09 by charte  in Book

  นานมาแล้วครับ ที่ผมไม่ได้อ่านหนังสือ "จบเล่ม" จบในที่นี้คือจบจริงๆ ไม่ใช่เปิดผ่านๆอย่างที่เพื่อนผมเคยปรามาสไว้เมื่อหลายปีก่อน แม้จะเว้นช่วงการอ่านไปบ้างคือ ตั้งแต่ก่อนสอบ GATPAT เดือนตุลาคมจนสอบโควต้าธรรมศาสตร์เสร็จกินระยะเวลาสองเดือนกว่าๆที่ผมไม่ได้อ่านหนังสือเล่มนี้เลย พอกลับมาอ่านตอนแรกผมยังสงสัยตัวเอง ผมขั้นไว้หน้าไหนกันแน่ เนื่องจากเสียบที่ขั้นหนังสือไว้หลายหน้ามาก แต่หลังจากวิเคราะห์ความคิดของตัวเอง ก็ค้นพบหน้าที่ตัวเองอ่านค้างไว้จนได้ 

หนังสือเล่มนี้ ผมยอมรับว่าอ่านไม่รู้เรื่องในหลายจุด และเข้าใจมากๆในอีกหลายจุด ส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้หนังสือเล่มนี้มีเสน่ห์และดึงดูดผมให้สามารถอ่านมันจนจบได้ ไม่ใช่ที่ตัวแอร์ดิชแต่เป็นปัญหาคณิตศาสตร์ที่ผมพบเจอในเล่มระหว่างอ่าน หลายต่อหลายปัญหาดูเป็นปัญหาที่ง่ายดายที่คนธรรดาสามารถนำไปขบต่อได้ แต่พอวิเคราะห์มากขึ้นให้เป็นระบบ ปัญหาเหล่านี้สามารถพัฒนาให้เกิดทฤษฏีบทได้หลายต่อหลายทฤษฏีบท

หนังสือเล่มนี้ สามารถทำให้คนธรรมดาทั่วไปที่ทำตามสิ่งที่คนธรรมดาทั่วไปทำคือหลีกหนีคณิตศาสตร์จะกลายเป็นคนที่ตกหลุมรักคณิตศาสตร์ได้และทึ่งไปกับมัน แต่ความสนุกนั้นสามารถกลายเป็นแรงบันดาลใจได้ ผมจะไม่แปลกใจเลยที่บางคนหลังจากอ่านหนังสือเล่มนี้ จะเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยในวิชาที่เกี่ยวกับคณิตศาสตร์ เหมือนกับอีกหลายๆคนในหนังสือเล่มนี้ที่ตกหลุมรักคณิตศาสตร์เมื่ออ่านเรื่องเกี่ยวกับนักคณิตศาสตร์

พอล แอร์ดิช นั้นหลายคนอาจจะไม่รู้จัก ถ้าคุณอยากรู้จักผมแนะนำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ อยากให้คุณได้อ่าน ความอุตสาหะของแอร์ดิชในการอุทิศตัวเพื่อคณิตศาสตร์ หรือนิสัยรักเอปซิลอนของเขา อยากให้คุณได้รู้จักทฤษฏีบทสุดท้ายของแฟร์มาต์ จำนวนเชิงมิตร เอกลักษณ์ของออยเลอร์ และอีกหลายๆเรื่องในคณิตศาสตร์ที่คุณยังไม่รู้

สุดท้ายแล้วผมอยากฝากคติประจำใจของพอล แอร์ดิชไว้ให้ลองนำไปใช้ดู
"Another roof, another proof"
แล้วพบกันใหม่เอนทรี่หน้าครับ

ปล. ei x Pi +1 = 0 

Brick By Boring Brick

posted on 08 Dec 2009 22:07 by charte  in Inspiration
ผมคงต้องขอโทษ อย่างแรงที่คราวที่แล้ว "ผมพิมอะไรไปฟ" ขนาดผมยังอ่านเองไม่รู้เรื่องเลย คราวนี้ผมจะกลับมาแก้ตัวใหม่ ด้วยเพลงใหม่ ทฤษฏีไม่มี มีแต่เพลงล้วนๆ ชื่อเอนทรี่ก็คือ ชื่อเพลงนั่นแหละ ไม่ต้องคิดอะไรมาก ถ้าหากใครยังไม่รู้ว่าเป็นของใคร ขอบอกว่าเป็นผลงานของ paramore ซึ่งผมดู Channel [V] มาหลายวันก็ยังไม่ยักเห็น MV เพลงนี้ออกสู่สายตาประชาชี แต่ไม่เป็นไร ถ้าใครยังไม่ได้ดู MV เพลงนี้ก็ถ้าอยากรู้ว่าเป็นอย่างไร โปรดหาดูด่วน ผมว่าคงไม่เกินความสามารถคนที่อ่านบล๊อคผมหรอก
ร่ายมายาวเข้าเรื่องเลย ผมไม่ยกทั้งเพลงหรอก ขอแค่ช่วงเดียวพอ ผมคิดว่าเพียงพอที่จะอธิบายเพลงทั้งเพลงแล้วท่อนนั้นก็คือ

"Well you built up a world of magic
Because your real life is tragic
Yeah you built up a world of magic
If it's not real
You can't hold it in your hand
You can't feel it with your heart
And I won't believe it
But if it's true
You can see it with your eyes
Oh even in the dark
And that's where I want to be,"

ในชีวิตของคนเราสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตจริง กับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกสมมตินั้น บางครั้งและในหลายๆครั้ง มันแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง คุณอาจจะเป็นคนสำคัญในโลกที่คุณสมมติขึ้น แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง คุณก็เป็นแค่มนุษย์ธรรมดาเดินดินคนหนึ่ง  แต่ถ้าคุณมัวแต่อยู่แต่ในโลกแห่งความเป็นจริง อะไรจะเกิดขึ้น ชีวิตคุณก็โคตระน่าเบื่อหนะสิ สำหรับหลายๆคน แต่กับอีกหลายๆคน มันก็ไม่อาจเป็นอย่างนั้นก็ได้แต่น้อยมากที่จะเป็นกรณีหลัง 
หลายคนจึงมีสองชีวิต จริงๆแล้วอาจจะเรียกว่าแทบทุกคน แต่มันก็เป็นแค่เข้าใกล้ (Limit n->8) ซึ่งผมก็ยอมรับว่าผมมีสองชีวิต แต่สองชีวิตของทุกคนไม่เหมือนกัน อันนี้ผมไม่ขอยืนยัน แต่สามารถพิสูจน์ได้ในกรณี n<=10   แต่อย่าอยู่ในชีวิตที่คุณสมมติขึ้นนานเกินไปหรือใส่ใจกับมันมากเกินไป มันไม่ใช่ที่ๆมีไว้อยู่ถาวร แต่เป็นที่ๆมีไว้อยู่เพื่อ"ลดความถาวร" ในโลกของความเป็นจริง 
สำหรับเซตของโลกสมมติ แน่นอนว่าการที่จะทำให้มันมาพบกับเซตของโลกแห่งความเป็นจริงมันไม่ใช่เรื่องง่าย ในหลายๆกรณีที่ผมไม่พิสูจน์ให้ดูหรอก แสดงให้เห็นว่า แม้ว่ามันจะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ แต่มันก็สามารถเกิดขึ้นได้ถ้ามีตัวแปรอีกบางตัวซึ่งผมก็ยังไม่รู้ว่า มันคืออะไร 
สุดท้าย โลกที่คุณสมมติ นั้นเมื่อคุณแก่ตัวคุณ อายุคุณจะแปรผกผันกับปริมาณการสมมติของคุณ นั่นหมายความว่า เมื่อคุณยังเด็กคุณสามารถสมมติได้มากกว่าตอนคุณแก่ (เพื่อขยายความเรื่องนี้แนะนำให้ดูหนังเรื่อง The Bridge to Terabithia

ปล.ยังไม่จบ เจ้าของบล๊อคนี้ยังอยากตีความอีกหลายเพลง ตอนนี้เล็งๆไว้แล้ว สองเพลงคือ Turn It Off กับ Where The Lines Overlap กำลังชั่งใจอยู่ว่าจะเอาเพลงไหนดี

Gravity

posted on 05 Dec 2009 22:01 by charte  in Inspiration
ไม่ได้เขียนมานาน เหตุผลก็คงพอจะอธิบายได้ง่ายๆว่า "ของหมด" จริงๆแล้ว อย่าไปพูดถึงมันเลย แค่ของมาก็ดีแค่ไหนแล้ว วันนี้วันพ่อ แต่ผมมีทฤษฏีๆหนึ่งมานำเสนอ มันไม่ใช่ทฤษฏีที่ไม่หมดจด แต่เป็นการนำของเดิมมาปรับปรุงแก้ไขให้มันดียิ่งขึ้น เริ่มกันเลย

ผมไม่รู้ว่าไปอ่านหนังสือเล่มไหนหรือบล๊อคไหน จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่ามันพูดตรงๆไว้ว่าอย่างไร แต่วันนี้ผมมีบทพิสูจน์ สำหรับการพิสูจน์ในครั้งนี้ผมจะใช้เพลง Gravity ของ Sara Bareilles มาช่วยในการอธิบาย

ในเนื้อเพลงบอกในท่อนแรกว่า "Something always brings me back to you.
It never takes too long." ผมว่าในทั้งเพลงท่อนนี้อธิบายความหมายได้ดีที่สุด เพราะว่าไม่มีการตีความอะไรเพิ่มเติม มีแค่แปลตรงๆ ตามความหมายที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นกับผมหลายครั้ง ในรอบปีที่ผ่านมา ได้พิสูจน์แล้วว่าคำพูดนี้มันเกิดขึ้นได้จริงๆ บางคนอาจจะเรียกว่า "โชคชะตา" บางครั้งอาจเรียกว่า "พรหมลิขิต" ช่างปะไร คำพูดแบบนั้นฟังดูออกจะ "เหนือจริง" เกินกว่าที่จะยอมรับได้ ในหลายๆกรณี ขึ้นอยู่กับว่าคุณจะเชื่อหรือไม่ ในกรณีนี้ ผมค้นพบว่าไม่ว่าจะห่างกันมากเพียงไร แต่สุดท้าย Something ก็จะทำให้ของสองสิ่งในกรณีนี้คนสองคน กลับมาใกล้กันได้ มันอาจจะเป็นเรื่องที่พิสูจน์ได้ยากทางวิทยาศาสตร์ แต่อย่างที่บอกไปเมื่อไม่กี่บรรทัดก่อน ขอแค่ เชื่อ แค่นั้น 

ในท่อนต่อมา "You hold me without touch. You keep me without chains.." เป็นการขยายความจากท่อนที่แล้ว ซึ่งทำให้ดูเป็นรูปธรรมมากขึ้นสำหรับ Something ในท่อนแรก อาจจะฟังดูบีบบังคับในแง่หนึ่งทั้ง Hold และ Keep แต่คำว่า Without ได้ทำให้ความหมายมันเปลี่ยนไป ฟังดูสับสน แต่ก็อธิบายได้ตรงดี ในบรรทัดนี้

ท่อน Chorus บอกไว้ว่า 
"Set me free, leave me be. I don't want to fall another moment into your gravity.
Here I am and I stand so tall, just the way I'm supposed to be.
But you're on to me and all over me."

นั่นหมายความว่าบางครั้งคนบางคนในหลายๆคนก็ไม่อยากจะตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ Something นั้น เพราะมันอาจจะมีผลกระทบในบางแง่ และในบางแง่อาจจะเป็นแค่ความรู้สึกชั่ววูบที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ยกตัวอย่างเช่น คนบางคนอาจจะรู้สึกว่ามีบางคนจ้องมองอยู่ทั้งๆที่อยู่คนเดียว ลักษณะเช่นนี้ก็ให้เกิดรูปแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่ง คำถามก็คือ คุณจะรู้สึกได้เร็วแค่ไหนถ้าหากมี Something จริงๆ 
ผมค้นพบว่า เราไม่มีทางหาคำตอบได้เลยว่ามันจะเกิดขึ้นเมื่อไร ไม่ว่าโดยปกติหรือ Accidentally on Purpose ในกรณีปกติ สิ่งที่ได้รับผลกระทบคืออัตราการเต้นของหัวใจจะเริ่มผิดปกติ จนคุณรู้สึกได้ เมื่อ Something มีมากขึ้นซึ่งผกผันแปรผันกับระยะห่างของคนสองคน อาจจะเกิดอาการช็อคได้โดยไม่รู้ตัว ตัวอย่างเช่น ตากระตุก ขนลุกโดยไม่ทราบสาเหตุ อาการเหล่านี้รักษาให้หายได้ ก็ต่อเมื่อระยะห่างระหว่างคนสองคน มากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงจุดๆหนึ่ง อาการเหล่านี้ก็จะหยุด 
แต่ในกรณี Accidentally on Purpose ผมค้นพบว่า มันไม่สามารถเกิดได้ บางคนอาจจะอยากให้เกิดอาการผลกระทบ แต่ถ้าคุณ Accidentally on Purpose มันจะไม่สามารถเกิดขึ้นได้เลย ซ้ำร้ายในบางกรณี อาจก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายลงไปอีก และทำให้สนามแรงดึงดูดนั้น สลายไปในอากาศเลยทีเดียว

เนื้อเพลงได้อธิบายในกรณีที่ Without หายไปเช่นในวรรคนี้ 
"You loved me 'cause I'm fragile.
When I thought that I was strong
But you touch me for a little while and all my fragile strength is gone.
บอกได้เลยว่า แรงดึงดูดจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีระยะห่างระหว่างคนสองคน แต่ถ้าระยะห่างระหว่างคนสองคนสลายไป แรงดึงดูดนั้นจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ซึ่งจะทำให้แรงดึงดูดระหว่างคนสองคนหายไปในทันที และก่อให้เกิดผลลัพธ์ทีไม่อาจคาดเดาได้ตามมา

ในท่อนสุดท้าย 
"But you're neither friend nor foe though I can't seem to let you go.
The one thing that I still know is that you're keeping me down "
สามารถบอกทุกอย่างได้เกือบหมดในกรณีที่เลวร้ายที่สุด แต่เนื่องจากหน้ากระดาษหมดทำให้ผมไม่สามารถอธิบายไปมากกว่านี้...